ทุนจดทะเบียน…

          เรื่องหนึ่งที่ต้องคิดและกำหนดจดแจ้งในเอกสารคำขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ก็คือ “ทุนจดทะเบียน” ทุนจดทะเบียน คือ จำนวนเงินที่ผู้เริ่มก่อการตกลงกันจะนำมาใช้ในการลงทุนประกอบธุรกิจนั้น ๆ จำนวนทุนจดทะเบียนบริษัทจะปรากฏอยู่ในหนังสือรับรองนิติบุคคลของบริษัท แล้วอย่างนั้นควรกำหนด “ทุนจดทะเบียนเท่าไหร่ดี” ในปัจจุบันไม่ว่าจะกำหนดทุนจดทะเบียนที่เท่าไหร่ก็เสียค่าธรรมเนียมให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เท่ากัน  ควรจดให้เหมาะสมกับธุรกิจที่จะทำ และไม่เกินจำเป็น          ทุนจดทะเบียนนั้นตามตัวบทกฎหมายแล้ว  สำหรับกิจการทั่วไป ไม่ได้บังคับว่า  ทุนจดทะเบียนของกิจการจะต้องมีเท่านั้นเท่านี้ (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ระบุไว้ว่า ผู้เริ่มก่อการ จะต้องมีบุคคลตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป โดยทุนจดทะเบียนจะถูกแบ่งออกเป็นหุ้น หุ้นละเท่าๆ กัน และมี มูลค่าหุ้นละไม่ต่ำกว่า 5 บาท ฉะนั้นทุนจดทะเบียนขั้นต่ำของบริษัท จะเท่ากับ 15.00 บาท!! แต่จะมีบริษัทไหนมีทุนจดทะเบียนแค่นั้น…) จะมากน้อยแค่ไหนก็สุดแล้วแต่ใจผู้ก่อการ  ยกเว้นกิจการบางประเภทที่มีกฎหมายเฉพาะควบคุม  อย่างเช่น บริษัทประกันภัยต่างๆ เป็นต้น ที่จำเป็นจะต้องมีทุนจดทะเบียน  และทุนที่เรียกชำระแล้วให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด  
          ทุนจดทะเบียนนี้ ปกติกิจการแต่ละแห่ง จะกำหนดจำนวนขึ้นตามความเหมาะสมของตัวธุรกิจนั้นๆ   เช่น ถ้าเป็นกิจการที่ผลิตสินค้า  ก็จะต้องมีทุนมากหน่อยเพราะต้องลงทุนในเครื่องจักร และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ สูง…… แต่ถ้าเป็นกิจการที่ให้บริการต่างๆ ก็จะใช้ทุนน้อยกว่า เพราะเน้นที่ตัวบุคคล ทักษะ ความรู้ ความสามารถเป็นหลัก

แล้วเราจะทราบได้อย่างไรละครับว่าจะต้องใช้ทุนจดทะเบียนประมาณเท่าไหร่?

          วิธีง่ายๆ ที่ทำให้เราทราบว่า จำนวนทุนจดทะเบียนของกิจการ ควรเป็นเท่าไหร่ดีนั้น ก็ด้วยการทำ “ประมาณการกระแสเงินสดรับ – จ่าย” โดยจัดทำเป็นรายเดือน ในการจัดทำประมาณการกระแสเงินสดนี้  ถ้าจะให้ได้ตัวเลข   ที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุดก็ควรที่จะต้องศึกษา ทำความเข้าใจในตัวธุรกิจที่จะทำให้ดีเสียก่อน ก็ได้แก่ ตัวผลิตภัณฑ์หรือบริการ, การกำหนดราคาขาย, สถานที่, การส่งเสริมการขาย, และบุคคลากร (5P’s หรือ8P’s สำหรับธุรกิจบริการ)
          การจัดทำประมาณการเงินสดรับ – จ่าย นี้  ไม่ควรน้อยกว่า 24 เดือนนะครับ…… โดยจำนวนทุนจดทะเบียน เราจะดูได้จากยอดรวมของจำนวนเงินสดที่ต้องจ่ายออกไปในแต่ละเดือน บวกด้วยจำนวนเงินสดที่อาจต้องการสำรองไว้เผื่อฉุกเฉิน หักด้วยจำนวนเงินสดที่รับเข้ามาสู่กิจการ (รวมเงินกู้)  ผลลัพธ์ที่ได้คือเงินสดส่วนที่ขาด ซึ่งเจ้าของกิจการต้องหาเงินมาใส่ลงไป

รูปภาพจาก : pixabay.com

สรุปว่า ทุนจดทะเบียนก็คือ  ผลรวมของเงินสดที่อาจจะขาดมือ (จำนวนเงินที่ต้องจ่าย ซึ่งมากกว่าเงินที่ได้รับ) ในแต่ละเดือน นั่นเองครับ………… หลายท่านอาจจะบ่นว่า “ยุ่งยาก ไม่อยากคำนวณ  จดทะเบียนให้ทุนมากๆ แล้วเรียกชำระเต็ม 100% ไว้ก่อนดีกว่า ง่ายดี คนอื่นเขาทำกันเยอะแยะไป”  อันนี้ก็สุดแล้วแต่ใจครับ  ถ้าคุณมีเงินทุนพอที่จะใส่เข้าไปในบริษัทเมื่อไหร่ก็ได้อยู่แล้ว ก็คงไม่มีปัญหาอะไร  แต่ถ้าไม่แล้วล่ะก็ ! ขอแนะนำว่า “ทำประมาณการกระแสเงินสดก่อนดีกว่าครับ เพราะจดสุ่มสี่สุ่มห้าไป มักจะมีปัญหาตามมาภายหลังเสมอ” ผลจะเป็นยังไงไว้คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังนะครับ

 

เชื่อสิ….คุ้ม!!

จุดเริ่มต้นหนึ่ง ก่อนประกอบธุรกิจ…

          ในยามเช้าที่แสนจะสดชื่น ได้ออกมานั่งทอดอารมณ์กับความรู้สึกที่แสนเย็นสบายที่หน้าบ้านพร้อมกับกับกาแฟถ้วยโปรด พร้อมกับคิดถึงเรื่องราวต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาในความคิด หลายต่อหลายครั้งที่มีผู้เข้ามาขอคำปรึกษากับผม โดยตั้งคำถามว่า “ผมจะตั้งบริษัทดีไหม” แล้วยังไงละทีนี้ และทุกครั้งเช่นกันที่ผมก็ถามกลับไปว่า “แล้วทำไมถึงจะตั้งบริษัท” จากนั้นคำตอบที่ได้รับก็เต็มไปหมดละทีนี้ เต็มไปด้วยเหตุผลต่าง ๆ แต่เอาจริง ๆ นะ ผมว่าคุณยังไม่เข้าใจว่าตัวเองจำเป็นไหมที่จะต้องรีบตั้งบริษัทในตอนนี้ เพราะบริษัทตั้งง่าย แต่ถ้ามันยังไม่จำเป็น สุดท้ายกลับเป็นภาระของคุณซะมากกว่าในวันพรุ่งนี้…!! เชื่อสิ

          “จำเป็นไหม”การเริ่มต้นประกอบธุรกิจนั้นไม่จำเป็นว่าต้องเริ่มต้นที่ด้วยการตั้งบริษัทอย่างที่ใครเขาพูด หรือเป่าหูกันมา หรืออาจบอกว่าการเป็นบริษัทจะทำให้ช่วยประหยัดเงินภาษีที่จะต้องเสียให้น้อยลง อาจไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดกันนะครับ แม้ว่าอัตราการเสียภาษีเงินได้สูงสุดของนิติบุคคล จะต่ำกว่าของบุคคลธรรมดา แต่ก็ยังต้องคำนึงถึง รายได้ ค่าใช้จ่าย ของประเภทเงินได้นั้น ๆ รวมถึงอัตราค่าใช้จ่ายที่จะสามารถนำมาหักได้ อาจแตกต่างกันไป จริง ๆ แล้วมันเริ่มต้นที่ตัวคุณนั่นแหละครับ รูปแบบก็มีทั้ง ร้านเจ้าของคนเดียว หากมีหุ้นส่วนก็อาจตั้งเป็น ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน หรือจะเป็นคณะบุคคล เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการกิจการในช่วงเริ่มต้นทั้งระบบบัญชี ภาษี ที่จะเกิดขึ้น  “อย่าเริ่มต้นจากอะไรที่ซับซ้อนเกินไป” 

          เมื่อจำเป็น และถึงเวลาที่จะต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไม่ว่าจะเป็น ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด ตอนนั้นก็ว่ากันไป สิ่งสำคัญคุณต้องรู้ว่าคุณจะทำอะไร/ขายอะไร ใครคือลูกค้าหลักของคุณ แล้วคุณจะขายมันยังไง คิดและทำความเข้าใจ เมื่อคุณคิดได้แล้วคุณอาจจะบอกว่าการตั้งบริษัทในตอนนี้ยังไม่จำเป็นและสิ้นเปลือง เพราะบริษัทจะเป็นภาระให้กับคุณจงเริ่มต้นที่จะคิด เมื่อคิดได้แล้วจงตัดสินใจลงมือทำ เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ แล้วเมื่อถึงเวลาคุณจะรู้เองว่า “ทำไมต้องตั้งบริษัท” 


รูปภาพจาก : pixabay.com

          แล้วเมื่อตัดสินใจว่าจะจัดตั้งธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล คำถามต่อมาคือ “จะจัดตั้งกิจการในรูปของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด จะเลือกแบบไหนดี”ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนว่า นิติบุคคล คืออะไร “นิติบุคคลคือบุคคลตามกฎหมายที่สมมติขึ้นโดยอาศัยอำนาจแห่งประมวลกฎหมายนี้ (ป.พ.พ.) หรือกฎหมายอื่น และนิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา เว้นแต่สิทธิและหน้าที่บางอย่างซึ่งโดยสภาพแล้วจะมีได้แต่ในบุคคลธรรมดาเท่านั้น เช่น สิทธิการเป็นบิดา มารดา บุตร สิทธิในการสมรส เป็นต้น” แล้วข้อแตกต่างระหว่างห้างหุ้นส่วนกับบริษัท คือ…

  1. การก่อตั้ง การตั้งห้างหุ้นส่วนจะจดทะเบียนหรือไม่ก็ได้แต่ถ้าจดทะเบียนจะมีฐานะเป็นนิติบุคคล (ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด) ส่วนการตั้งบริษัทจำกัดนั้นกฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียนเสมอ
  2. จำนวนสมาชิก บริษัทต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 3 คน และผู้ถือหุ้นจะรับผิดจำกัดในหนี้สินของบริษัทเพียงไม่เกินจำนวนเงิน ตามค่ามูลค่าหุ้นที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบเท่านั้น ส่วนห้างหุ้นส่วนมีหุ่นส่วนอย่างน้อย 2 คน โดยหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนสามัญจะต้องรับผิดไม่จำกัดจำนวน เว้นแต่จะจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด หุ้นส่วนก็จะรับผิดจำกัดเท่ากับทุนที่ตนแจ้งไว้ว่าจะลงในห้างเหมือนบริษัท แต่ผู้ที่หุ้นส่วนผู้จัดการจะต้องเป็นหุ้นส่วนประเภทที่ไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้น
  3. สภาพความเป็นนิติบุคคล บริษัทจำกัดสามารถถือครองกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ต่างๆ หนี้สิน ทำสัญญา และดำเนินธุรกิจได้ด้วยตนเอง ในนามของบริษัทเองโดยตัวแทนของกิจการ ส่วนห้างหุ้นส่วนนั้นถ้าจดทะเบียนก็จะมีสภาพเช่นเดียวกันกับบริษัท
  4. วัตถุประสงค์ ทั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทก็หวังที่จะได้กำไรจากการลงหุ้น แต่บริษัทผู้ถือหุ้นอาจไม่ได้ต้องการผลกำไรจากการดำเนินงานของตัวกิจการโดยตรง แต่หวังที่จะได้ส่วนต่างกำไรจากการขายหุ้นก็ได้
  5. สิ่งที่นำมาลงเป็นหุ้น ห้างหุ้นส่วนสามารถที่จะนำเงิน สินทรัพย์ หรือแรงงานมาลงทุนก็ได้ แต่บริษัทต้องลงหุ้นเป็นเงิน เว้นแต่กรณีบริษัทออกหุ้นเพื่อแทนคุณแรงงาน หรือเป็นการแลกเปลี่ยนกับสินทรัพย์ ก็ทำได้
  6. การโอนเปลี่ยนมือหุ้นในบริษัท ผู้ถือหุ้นสามารถขายหุ้นให้ใคร หรือยกให้ใครก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากผู้ถือหุ้นคนอื่นก่อน แต่ถ้าเป็นห้างหุ้นส่วน หุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดต้องได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนคนอื่นเสียก่อนจึงจะเปลี่ยนแปลงได้เพราะคุณสมบัติของผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทนี้ถือว่ามีสาระสำคัญ
  7. บริษัทสามารถทำการขยายทุนได้ง่าไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มทุน หรือออกหุ้นกู้
  8. การบริหารงาน บริษัทจะบริหารงานในรูปของคณะกรรมการ โดยผู้ถือหุ้นเป็นผู้ตั้งคณะกรรมการ ผู้บริหารไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทเสมอไป โดยผู้ถือหุ้นจะควบคุมกิจการโดยผ่านจากการประชุมผู้ถือหุ้น (การควบคุมโดยอ้อม) ส่วนถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดผู้ที่จะเข้ามาเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการบริหารงานของห้างต้องเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้น
  9. การเสียภาษี นิติบุคคลจะเสียจากรายได้หักค่าใช้จ่ายต่างๆ ออกแล้ว ตามกฎหมายกำหนด

          นี่คือความแตกต่างคร่าวๆ โดยทั้งสองแบบมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันไป ห้างจะมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าบริษัท บริษัทมีข้อกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าห้าง  ห้างดูน่าเชื่อถือน้อยกว่าบริษัท (หลายๆ คนว่าอย่างนั้น) หรืออื่นๆ แล้วแต่จะคิดกัน แต่สำหรับผมบริษัทบางแห่งก็ทำงานแบบห้างหรือแบบเจ้าของคนเดียวอยู่ดี กลับกันห้างบางห้างเขาก็ทำงานบริหารงานกันในแบบบริษัท ท้ายสุดแล้วก็ขึ้นอยู่กับประเภทของกิจการที่คุณๆ จะทำกันนั่นแหละครับว่าเหมาะสมกับรูปแบบไหนและคุณคิดที่จะบริหารงานในแบบไหน ผมคงฟันธงลงไปไม่ได้ต้องเป็นตัวผู้ประกอบการเองนั่นแหละที่จะต้องตัดสินใจว่ารูปแบบไหนที่เหมาะสมกับกิจการของท่าน…………

เชื่อสิ….คุ้ม!!

รูปภาพจาก : pixabay.com